OverseasChinese

ผลกระทบทางด้านสังคม

posted on 21 Dec 2008 11:51 by chineses-coming in OverseasChinese

การจัดระเบียบสังคมจากศาลเจ้าประจำตระกูลตามจารีตโบราณ

คนจีนมีการจัดระเบียบสังคมจากระบบเครือญาติ วงศ์ตระกูล

การใช้แซ่เดียวกัน หมายถึง ความเป็นคนกลุ่มเดียวกัน

แต่ระบบวงศ์ตระกูลที่เข้มข้นหายไปจากสังคมจีน

เมื่อเปลี่ยนระบบการปกครองเป็นสังคมนิยม

ทำให้คุณธรรม จริยธรรมในครอบครัวเครือญาติค่อยๆ พลอยสูญหายไปด้วย

ที่เมืองไทย กระแสโลกาภิวัฒน์ของปัจจุบัน

ก็ทำให้จารีตดีงามนี้มีแนวโน้มที่จะสูญหายไปเช่นกัน

นอกจาก ความเป็นพวกเดียวกัน ที่สะท้อนผ่านชื่อแซ่แล้ว

ยังมีศาลเจ้าประจำตระกูลที่เป็นเสมือนสถานที่กลาง

ในการจัดพิธีกรรมและกิจกรรมร่วมกัน

องค์กรทางวงศ์ตระกูล ประกอบด้วย

1.ตำบลหมู่บ้าน คือ สมาชิกมาจากคนแซ่เดียวกันและบรรพบุรุษเดียวกัน

2.หัวหน้าตำบลหมู่บ้าน มีลักษณะเป็นศูนย์รวมของประชาชนในตำบลหมู่บ้าน

ตำแหน่งของหัวหน้าหมู่บ้านอาจได้รับเลือกตั้งโดยตรง

หรือโดยปริยายที่รับรู้กันอยู่แล้ว

3.อำนาจหน้าที่ของหัวหน้าตำบลหมู่บ้าน

คือ การให้ความร่วมมือกับทางราชการ

และเป็นตัวกลางระหว่างราชการกับชาวบ้าน

4.สังคมภายในตำบลหมู่บ้าน

มีความผูกพันกันด้วยระบบคุณธรรม จริยธรรม ความกตัญญู

โดยหัวหน้าองค์กรมีฐานะเป็นบิดาของชาวบ้าน

5.การปกครองในตำบลหมู่บ้าน

หัวหน้าจะทำหน้าที่ไหล่เกลี่ยข้อพิพาทในเบื้องต้นก่อน

คดีที่มีความซับซ้อนหรือเป็นคดีใหญ่

จะนำมาพิจารณาในระดับสภาอาวุโสโดยวิธีเรียกประชุม

สิ่งเหล่านี้เปรียบเสมือนเป็นกฎหมายชุมชน

เป็นระเบียบสังคมซึ่งหากยึดถือปฏิบัติได้ในชุมชน

ก็สามารถสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นได้

โดยกฎหมายบ้านเมืองอาจไม่จำเป็นก็ได้

การบริหารงานของศาลเจ้าประจำตระกูลนั้น

มีเรื่องของการศึกษาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

นับเป็นปรัชซาการศึกษาที่เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างแท้จริง

เช่น โรงเรียนสอนภาษาจีนในไทย

 

 

ระบบแซ่ : กุศโลบายของการรักษาความดี

การตั้งชื่อ นามสกุลหรือแซ่นั้น

เป็นวัฒนธรรมที่สะท้อนถึงการสืบสายเลือด การสืบทอดทรัพย์มรดก

เมื่อพบคนแซ่เดียวกันหรือ กลุ่มภาษาเดียวกัน

ก็จะทราบทันทีว่าควรเรียกตามการลำดับญาติอย่างไร

ศาลเจ้าในชุมชน ในย่านที่อยู่อาศัยหนาแน่นของชาวจีน

โดยเฉพาะย่านตลาด มักมีศาลเจ้าน้อยใหญ่ปรากฏเสมอ

เพราะเป็นสถานที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ

มีบทบาทต่อวิถีชีวิตและการประกอบอาชีพของกลุ่มชน

ส่วนใหญ่มักพบศาลเจ้าเล่าปุนเถ้ากง เล่าปุนเถ้าม่า

ความหมายไทยๆคือ ศาลตาศาลยาย

ศาลเจ้าเหล่านี้บางแห่งก็นับถือรูปเคารพต่างกันออกไปบ้าง

สาเหตุส่วนหนึ่งของการนับถือเทพเจ้าเหล่านี้

ก็เพราะคนจีนที่รอนแรมมาในทะอันผันแปรอยู่ตลอดเวลาที่เขาอยู่บนเรือ

ทำให้เขาเซ่นสรวงบูชาเทพเจ้าทางทะเล

หรือเทพเจ้าที่ตนเคารพนับถือเมือยังอยู่ ณ ดินแดนมาตุภูมิ

เมื่อขึ้นบกที่เมืองไทยอย่างปลอดภัยแล้ว

จึงมักนึกถึงเทพที่เชื่อว่าช่วยให้ตนพ้นภัย

ดังนั้นรูปเคารพในศาลเจ้าแต่ละแห่งจึงต่างกันออกไป

ศาลเจ้าต่างจากวัดจีนที่วัดจีนมีพระภิกษุพำนักอยู่

และศาลเจ้าก็ต่างจากโรงเจที่ว่า

โรงเจนั้นอนุญาตให้คนถือศีลกันเจเข้ามาพำนักปฏิบัติศาสนกิจได้ในช่วงเทศกาลกินเจ

ในขณะที่ความบันเทิงที่มากับศาลเจ้าหรือโรงเจก็คือ

การมีงิ้วฉลองในเทศกาลประจำปี

 

บทบาทของศาลเจ้าจีนต่อภาวะสังคมปัจจุบัน

กิจกรรมเกี่ยวกับศาลเจ้าตามวาระสำคัญของแต่ละศาลเจ้า

เช่น วันเกิดเจ้าก็จะมีคณะกรรมการศาลเจ้า

และชาวบ้านในย่านนั้นๆ ช่วยกันจัดงานฉลอง

อาจเรียกว่างานไหว้เจ้าประจำปี

มีมหรสพซึ่งมักเป็นงิ้วหรือหนังกลางแปลงมาสร้างความบันเทิง

บางแห่งอาจอัญเชิญรูปเคารพออกแห่รอบตลาดหรือรอบชุมชน

เพื่อความเป็นสิริมงคลและเพื่อเป็นการป่าวประกาศถึงวาระมงคลนี้

งานไหว้เจ้าประจำปีจึงน่าจะมีบทบาทต่อสังคม

โดยเฉพาะสังคมท้องถิ่นที่เป็นย่านตลาดต่อไปอีกนาน

ส่วนรายได้จากการประมูลนี้ คณะกรรมการจะนำมาบำรุงศาลเจ้า

ถือเป็นการเจือจุนสังคมส่วนรวมไปโดยปริยาย

 

การอบรมขัดเกลาของครอบครัวจีนในสังคมไทย

ความกตัญญูและซื่อสัตย์

เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ชาวจีนในเมืองไทยประสบความสำเร็จ

และมีครอบครัวที่เป็นปึกแผ่น กลมเกลียว

เพราะแม้ในยุคปัจจุบันคุณธรรมสองส่วนนี้

ก็ยังสามารถนำมาเป็นจุดขายทางการเมืองได้

คุณธรรมซื่อสัตย์นี้สอดคล้องกับอุปนิสัยชอบค้าขายของชาวจีนมาก

เพราะหากปราศจากเสียซึ่งความซื่อสัตย์

การซื้อขายก็ต้องใช้เงินสดเสมอ

แต่หากทำการค้าซื่อสัตย์ต่อกันจนเกิดความไว้วางใจ

แม้หากบางช่วงขาดเงินทองก็ยังมีความเชื่อถือเป็นหลักประกัน

คนจีนที่ทำการค้าจึงนับถือเทพเจ้าแห่งความซื่อสัตย์ คือ เทพกวนอูมาก

ความกตัญญูนั้น ผลเชื่อมโยงมาสู่ความเป็นปึกแผ่นของสังคม

เป็นสิ่งที่ขงจื่อปรัชญาเมธีจีนสอนสั่งมาเป็นพันๆปีแล้ว

ที่ลูกหลานต้องกตัญญูบรรพชน ผู้น้อยต้องกตัญญูผู้ใหญ่

 

เห็นคุณค่าของการทำงานหนัก

เห็นคุณค่าของการศึกษาและการแสวงหาอาชีพ

ความยากลำบากในการดำเนินชีวิตของจีนรุ่นแรกในสยาม

น่าจะเป็นแรงเสริมสำคัญให้คนรุ่นถัดมามีความมานะพยายาม

ในการหาวิธีที่จะก่อร่างสร้างตัวให้เป็นปึกแผ่นหรืออย่างน้อย

ก็มีกินมีใช้มากกว่ารุ่นแรก ลูกหลานชาวจีนจึงมักขวนขวายในการเรียน

ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ส่วนลูกหลานประเภทที่ เข็นไม่ขึ้น

คนจีนก็จะมีจารีตของตนในหารอบรมลูกหลานให้เป็นคนที่ใฝ่การอาชีพ

โดยนำไปฝากฝังกับผู้ทำงานช่างหรือหัตถกรรมเพื่อฝึกงาน

 

ผลกระทบด้านเศรษฐกิจ

posted on 11 Dec 2008 17:04 by chineses-coming in OverseasChinese
หลังจากประเทศไทยทำสนธิสัญญาบาวริ่งกับอังกฤษ

การค้ากับต่างประเทศก็ขยายตัวมากขึ้น

ไทยมีผลผลิตที่สำคัญอันเป็นที่ต้องการของนานาชาติถึง ๔ ประเภท

ข้าว ดีบุก ไม้สัก และยางพารา

ซึ่งมีมูลค่าส่งออกรวมกันถึงราว ๘๑-๙๑% โดยเฉพาะข้าว

ซึ่งวิถีชีวิตดั้งเดิมของคนไทยคือผลิตพอกิน

หากเหลือเล็กน้อยอาจแลกของจำเป็นอื่นๆมากินมาใช้ในครัวเรือนเท่านั้น

แต่เมื่อข้าวเกิดเป็นสินค้าส่งออกที่ทำรายได้เข้าประเทศจำนวนมาก

รัฐบาลสยามเวลานั้นจึงบุกเบิกพื้นที่ทำนาเพิ่มขึ้น

คนที่ทำหน้าที่แปรรูปและจำหน่ายข้าวก็คือคนจีน

เพราะคนไทยนั้นโดยอุปนิสัยไม่สู้คิดการใหญ่หรือสะสมทุนทรัพย์

ดังนั้น หลังจากเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจจากยังชีพเป็นการผลิตเพื่อส่งออก

ยกเลิกสินค้าต้องห้ามและขยายตลาดการค้าให้กว้างขึ้น ระบบเศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มมากขึ้น

ในขณะที่คนไทยส่วนใหญ่ยังมุ่งแต่รับราชการ ทำนา ทำสวน ทำไร่

ชาวต่างประเทศโดยเฉพาะชาติตะวันตกก็มุ่งแต่ทำการค้าขนาดใหญ่

ดังนั้นงานต่างๆที่นอกเหนือจากชาวตะวันตกและคนไทยทำแล้วชาวจีนก็ได้เข้าไปทำการทั้งสิ้น

เป็นการเชื่อมช่องว่างนั้น ไม่ว่าการรับเป็นเจ้าภาษีนายอากร

ระบบเจ้าภาษีนายอากรเป็นระบบการประมูลผูกขาดโดยเอกชนเป็นส่วนใหญ่

ผู้ที่ลงมาทำหน้าที่เป็นตัวกลาง หรือผู้ที่ได้รับทำภาษีส่วนใหญ่เป็นชาวจีน

เพราะชาวจีนมีสิทธิเดินทางไปได้ทั่วราชอาณาจักร

นอกจากนี้ จีนฉลาดในกระบวนการหาทรัพย์สิน รู้จักคิดต้นทุน กำไรดีกว่าคนไทย

การประมูลภาษีอากรจึงได้แก่จีนแทบทั้งหมด

ด้วยเหตุที่ชาวจีนมีส่วนสำคัญในการจัดเก็บภาษีอากรก่อให้เกิดรายได้แก่รัฐบาล

และไทยก็ต้องการทรัพยากรบุคคลที่จะผลักดันเศรษฐกิจให้เคลื่อนไหวมากกว่าแต่ก่อน

ดังนั้นจึงเกิดการส่งเสริมให้ชาวจีนอพยพเข้าเมืองไทยมากขึ้น

ประกอบกับชาวจีนมีนิสัยรักพวกพ้อง เมื่อเห็นว่าทำมาหากินในเมืองไทยสะดวก

และคนไทยก็มิได้แสดงอาการรังเกียจชาวจีน จีนอพยพก็ยิ่งทวีจำนวนขึ้น

ชาวสยามหรือคนไทยที่ขี้เกียจก็เพราะไม่มีความจำเป็นต้องรีบร้อนรวยหรือเสพสุขให้มากๆ

สาเหตุใหญ่ๆที่อธิบายเรื่องนี้ได้ชัดเจนที่สุดคือ ความอุดมสมบูรณ์

เราจึงไม่เดือดร้อนกับการหาประโยชน์จากบ่อเกิดของปัจจัยสี่จนเกิดพอกินพอใช้

เพราพุทธศาสนามีส่วนหล่อหลอมให้คนไทยพอใจกับชีวิตสมถะ เรียบง่าย

หากเทียบกับชีวิตคนจีนที่หนีร้อนมาพึ่งเย็นจากภาวะแห้งแล้งสงคราม

ภาวะแค้นแร้นดังกล่าวทำให้คนจีนส่วนใหญ่เกิดแรงกระตุ้นอย่างมากต่อการสร้างฐานะ

เพราะคนเคยอดอยากยากจนมาก่อนจะไม่อยากประสบความยากจนอีก

คนจีนที่เข้ามาเมืองไทยในตอนแรกมีเพียงเล็กน้อย จึงมีโอกาสตั้งตัวสร้างฐานะเป็นปึกแผ่นมั่นคง

จนหลายๆตระกูลได้เป็นต้นกำเนิดชนชั้นกลางในเมืองไทย

เมื่อจีนบางคนมีฐานะเป็นปึกแผ่นมากขึ้น เป็นที่นับหน้าถือตาของคนทั่วไป

ทางราชการไทยก็มักแต่งตั้งให้ทำหน้าที่ดูแลว่ากล่าวคนจีนด้วยกัน

จีนที่ได้รับคัดเลือกนีมักเป็นรุ่นเก่าที่เข้ามาอยู่เมืองไทยนานพอสมควร

รู้ขนบธรรมเนียมไทยดีโดยเฉพาะการเข้าเจ้าเข้านาย

เพราสังคมไทยยังเป็นสังคมศักดินา

ราชการไทยก็แต่งตั้งตำแหน่งนายอำเภอจีน ปลัดจีน ตามหัวเมืองต่างๆที่มีคนจีนอาศัยหนาแน่น

ให้มีราชทินนามอย่างขุนนางไทย

จากหนังสือวิถีจีน-ไทย ในสังคมสยาม : ผศ.แสงอรุณ กนกพงศ์ชัย



edit @ 13 Dec 2008 21:18:26 by Cosmetic Science@MFU

ทุนจีนในประเทศไทย

posted on 08 Dec 2008 19:30 by chineses-coming in OverseasChinese

 

 

สมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

คนจีนจะยังคงมีบทบาทสำคัญสุดต่อทางเศรษฐกิจของผู้คนในประเทศไทยต่อไปอย่างเข็มแข็ง

อีกทั้งบรรดานักธุรกิจเหล่านี้ซึ่งครอบครัวของพวกเขาได้ผ่านกระบวนการสะสมทุนมาเป็นเวลานาน

ก็ค่อยๆกระจายธุรกิจการลงทุนของตนเองจากไทยสู้ตลาดโลกมากขึ้น ทั้งที่ธุรกิจการลงทุนเหล่านี้ในอดีต

เคยอยู่ภายใต้การครอบงำของทุนตะวันตกหรือทุนจีนโพ้นทะเลจากประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ มาก่อน

ในบรรดากลุ่มทุนจีนขนาดใหญ

่ซึ่งประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจผูกขาดกับรัฐวิสาหกิจต่างๆ

ในสมัยรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ทั้งสองครั้งที่ผ่านมา

และยังคงขยายธุรกิจการลงทุนต่อไปอย่างกว้างขวางในช่วงสงครามเกาหลี

โดยกลุ่มทุนธนาคารและการประกันภัยทุกกลุ่มในช่วงที่เพิ่งเข้ามาดำเนินกิจการเหล่านี้

ส่วนใหญ่จะมีลักษณะของการลงทุนร่วมระหว่างชาวจีนแต้จิ๋วด้วยกันเองแล้ว

ทุกกลุ่มยังให้ความสำคัญกับการสร้างพันธมิตรกับชนชั้นผู้ปกครองของไทย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้นำกองทัพบกซึ่งจะผูกขาดความรักชาติแต่เพียงกลุ่มเดียว

ขณะที่นายทุนจีนเหล่านี้พร้อมที่จะเชื้อเชิญบรรดานายพลคนสำคัญ

เข้ามาเป็นทั้งประธานกรรมการหรือกรรมการบริหารต่างๆแล้ว

ก้อพร้อมที่จะอภินันทนาการหุ้นลมให้นายทหารเหล่านั้นเพื่อแลกเปลี่ยนความมั่นคงในธุรกิจลงทุน

ตลอดจนสิทธิและอภิสิทธิ์ต่างๆ

ที่ธุรกิจในเครือของแต่ละกลุ่มจะได้รับความอนุเคราะห์หรือได้รับการหยิบยื่นจากหน่วยงานราชการ

เรียกกันทั่วไปว่า “กลุ่มสี่เสาเทเวศร์”

ต่อมารัฐบาลก็ได้จัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ
ซึ่งปัจจุบันชื่อใหม่เป็นคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
เพื่อทำหน้าที่วางแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ
และผลักดันให้ประเทศไทยก้าวไปสู่ความทันสมัยทางด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมให้ได้

ผลพวงที่ติดตามมาของการเติบโตทางเศรษฐกิจขนานใหญ่ในประเทศไทย

นอกจากจะทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจไทยถูกพัฒนา

กลายเป็นประเทศกึ่งอุตสาหกรรมกึ่งเกษตรกรรมที่สามารถพึ่งพิงผลิตภัณฑ์ภายในประเทศได้เพิ่มขึ้นแล้ว

ยังทำให้การประกอบการธุรกิจทุกสาขาในประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้นในอัตราก้าวหน้า

เพิ่มศักยภาพให้ทุนจีนแต่ละกลุ่มสามารถพัฒนาจากทุนพาณิชย์

กลายเป็นทุนธนาคารและทุนอุตสาหกรรมขนาดใหญ่

จนกระทั่งนายทุนไทยเชื้อสายจีนบางคนที่เคยครอบงำธุรกิจนำเข้าต่างๆ

ก็ได้เปลี่ยนฐานการลงทุนเป็นผู้กระจายสินค้าที่ผลิตภายในประเทศไทย

โดยโรงงานของชาวต่างประเทศและโรงงานของทุนจีนทั่วไปแล้ว

บางกลุ่มก็ได้ระดมทันภายในตระกูลและหุ้นส่วนนักธุรกิจเชื้อสายจีนโพ้นทะเลด้วยกันเอง

จัดตั้งเป็นโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ขึ้นมา

กลุ่มทุนใหม่ขนาดใหญ่ที่เกิดจากการเข้าหุ้นร่วมกันของบรรดาตระกูลผู้นำชาวจีนแต้จิ๋ว

ในช่วงหลังสงครามเกาหลีเป็นส่วนมากนั้นก็ค่อยๆ

แตกกระจายและคลายความเป็นเอกภาพในลักษณะของการลงทุนร่วม กลายเป็นธุรกิจการลงทุนของตระกูลใดตระกูลหนึ่ง

จนกระทั่งในทศวรรษต่อมา แต่ละตระกูลยังมีบริษัทในเครือซึ่งประกอบธุรกิจการลงทุนอื่นๆอีกมากมาย หลังจากนั้นนักธุรกิจจีนสัญชาติไทยเหล่าน

ซึ่งประสบความสำเร็จในการลงทุนทั้งอุตสาหกรรมเพื่อทดแทนการนำเข้า ธุรกิจการเงิน

และอุตสาหกรรมการเกษตร ตามลำดับ ก็จะกลายเป็นกลุ่มทุนจีนขนาดใหญ่

ที่มีเครือข่ายบริษัทลูกครอบงำแต่ละภาคเศรษฐกิจสำคัญของประเทศไทย

ต่อเนื่องไปจนถึงทศวรรษหลังๆด้วย

จนกระทั่งธุรกิจการลงทุนนาดใหญ่ของภาคเอกชนในประเทศไทย

ทั้งของทุนบริษัทข้ามชาติและทุนภายในประเทศด้วย

 

การที่สาธารณรัฐประชาชนจีนหันมาปฏิรูปเศรษฐกิจแบบตลาดอย่างจริงจัง ขณะที่ทุนไทยเชื้อสายจีนที่ผ่านกระบวนการสะสมทุน

และประสบการณ์ความเชี่ยวชาญในธุรกิจและอุตสาหกรรมสมัยใหม่มาเป็นเวลานานกว่า 2 ทศวรรษแล้ว

ย่อมมีความกระตือรือร้นที่จะเข้าไปบุกเบิกการลงทุนในแผ่นดินบรรพชน

ทั้งที่วัตถุดิบ แรงงานคนถูก และตลาดขนาดใหญ่มหึมารองรับในอนาคตเป็นธรรมดา

เพราะนักลงทุนเหล่านี้เล็งเห็นแล้วว่าเงื่อนไขการลงทุนที่ประเทศจีน

เปิดกว้างให้กับพวกเขาเหมือนกับพวกชาวจีนโพ้นทะเลอื่นๆ ในภูมิภาคนี้

ย่อมทำให้การลงทุนของพวกเขาคุ้มค่าในการลงทุนระยะต้นอย่างแน่นอนแล้ว โ

อกาสที่จะสร้างกำไรมหาศาลในอนาคตก็ย่อมอยู่ในวิสัยที่เป็นไปได้ไม่ยากเหมือนกัน

โดยเฉพาะในธุรกิจอุตสาหกรรมขนาดเล็กและขนาดกลาง ซึ่งใช้แรงงานจำนวนมากที่กลุ่มทุนจีนในประเทศไทย

กำลังประสบปัญหาค่าแรงงานและค่าที่ดินในการจัดตั้งโรงงานที่เพิ่มสูงขึ้นตลอดเวลา

นั้นย่อมมีการลงทุนมากกว่าในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่

อย่างไรก็ตาม

เมื่อหันกลับมาพิจารณาการเติบโตของบรรดากลุ่มทุนไทยเชื้อสายจีนอีกครั้ง

จะเห็นได้ว่าการที่เศรษฐกิจไทยโดยรวมเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วมาก

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติตั้งแต่ฉบับที่ 1 ถึงฉบับที่ 5

มีส่วนสำคัญมากต่อการเพิ่มความแข็งแกร่งแก่ทุนจีนในประเทศไทยโดยรวม

โดยเฉพาะกลุ่มทุนธนาคารและธุรกิจทางการเงิน

ซึ่งกลายเป็นกลุ่มที่สามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ที่ได้จากการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยได้มากที่สุด

 

จากหนังสือ จีนโพ้นทะเลสมัยใหม่ - รศ.ดร.ภูวดล ทรงประเสริฐ


edit @ 13 Dec 2008 21:17:44 by Cosmetic Science@MFU

ชาวจีนโพ้นทะเล (Overseas Chinese)คือ กลุ่มคนเชื้อสายจีนที่อาศัยอยู่ภายนอกประเทศจีน
ชาวจีนมีประวัติการอพยพไปยังดินแดนต่างๆมาตั้งแต่ยุคของจิ๋นซีฮ่องเต้
เนื่องจากปัญหาความยากจนและภัยสงคราม

ไทยก็เป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีชาวจีนอพยพมาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก

โดยเริ่มอพยพเข้ามาในเมืองไทยตั้งแต่ 500-600 ปี

รอนแรมเสี่ยงตายล่องเรือสำเภา

หรือที่คนจีนเรียกว่า เพียวหลิง ฮั้วไห่ เหมาเสี่ยน (เพียวหลิง = เรือใบ, เหมาเสี่ยน = เสี่ยงตาย)

ชาวจีนได้เริ่มเดินเรือสำเภามาค้าขายในประเทศไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัย

และสอนชาวไทยทำเครื่องถ้วยชามสังคโลก

จนกระทั่งสมัยอยุธยาได้ปรากฏหลักฐานว่ามีชาวจีนมาสร้างบ้านเรื่อน

ตั้งรกรากและทำการค้า้เป็นจำนวนมาก

ทำให้บางทีมีการแต่งงานข้ามเชื้อชาติของชาวไทยกับชาวจีนที่อพยพมา

ในสมัยของจองพล ป.พิบูลสงคราม

ชายไทยเชื้อสายจีนจำเป็นต้องเข้ารับการตรวจเลือกเข้ารับราชการทหาร

และได้มีการประกาศอาชีพสงวนเฉพาะคนไทยเท่านั้น

อีกทั้งยังประกาศอัตราภาษีกฏการควบคุมธุรกิจของชาวจีนใหม่ด้วย

ปัจจุบันมีคนไทยเชื้อสายจีนมีประมาณ100-200 แซ่
และประมาณ 50-60 แซ่ ที่สามารถรวมตัวเป็นสมาคมตระกูลแซ่ได้
และสมาคมต่างๆ เหล่านี้เองที่เป็นตัวเชื่อมไปยังเครือข่ายคนจีนในประเทศต่างๆ รวมทั้งแผ่นดินเกิด
ซึ่งสมาคมตระกูลแซ่เหล่านั้นมีบทบาทมากในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
และมีบทบาทสำคัญในการนำทุนกลับไปแผ่นดินเกิด
เมื่อจีนพลิกม่านไม้ไผ่เปิดประเทศรับทุนต่างชาติในช่วงกลางทศวรรษ 2520

 

เก๋งจีนในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น

 



เนื่องจากคนจีนมีวิถีปรัชญาที่สมบูรณ์แบบในการดำเนินชีวิต

ทำงานหามรุ่งหามค่ำ กินน้อย เก็บเยอะ

เก็บหอมรอมริบจนกระทั่งสามารถเปิดกิจการเป็นของตนเองได้

จึงไม่แปลกเลยที่ธุรกิจชั้นนำของประเทศไทย

จะมีคนไทยเชื้อสายจีนเป็นเจ้าของกิจการเป็นส่วนใหญ่

ส่งผลให้เกิดอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของไทยเป็นอย่างมาก


ขอขอบคุณรูปภาพจาก http://kampong.bloggang.com

 

 


edit @ 13 Dec 2008 21:16:43 by Cosmetic Science@MFU